ทำไมไม่ลองยอมผ่อนปรนให้คนเสพกัญชาดูบ้าง | โดยชวนพิศ ซุ่มวัฒนะ

 

คนที่เล่น facebook หรือเข้าไปดูข่าวผ่านทางอินเตอร์เน็ททุกวันนี้จะเห็นหัวข้อเกี่ยวกับกัญชาได้เกือบทุกวัน มีสื่อของกลุ่มหรือองค์กรเอกชนหลายสถาบันที่นำเสนอข้อมูลหรือข่าวสารเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ถอนชื่อกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดผิดกฎหมาย เช่น Transformdrugs, NORML.org, The Guardian หรือสื่อออนไลน์ของไทย เป็นต้น ส่วนใหญ่มักจะพาดหัวข่าวโดยใช้คำว่า legalize กัญชา คือทำให้กัญชาไม่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ประเทศที่มีการเรียกร้องเช่นนี้เกือบทั้งหมด
เป็นชาติตะวันตกที่มักจะกล่าวถึงกันว่าเป็นชาติเสรีประชาธิปไตย ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ และด้วยรูปแบบต่างๆ กันอย่างเต็มที่ วันที่ 20 เมษายน ของทุกปี ในหลายๆ ประเทศจะเห็นกลุ่มที่เรียกร้องสิทธิในการเสพกัญชาพร้อมใจกันจัดกิจกรรมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับกัญชา

แนวคิดที่เสนอในบทความนี้ไม่ใช่การเสนอให้ทำกัญชาให้ถูกกฎหมาย (legalization) ถึงแม้ว่าต่อไปหากระบบการควบคุมใบสั่งยาและการซื้อ-ขายยาเพื่อใช้ในทางการแพทย์
ของประเทศไทยมีประสิทธิภาพขึ้น อาจมีการพิจารณาให้สามารถใช้กัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์โดยถูกกฎหมายได้ แต่เอกสารนี้เป็นการเสนอแนวคิดเพื่อเตรียมคำตอบในเรื่องการลดทอนการเป็นความผิดอาญา (decriminalization) และการยกเว้นโทษอาญา (depenalization) ที่เกี่ยวข้องกับการเสพกัญชาเฉพาะบุคคล ซึ่งครอบคลุม ผู้เสพ การเสพ การครอบครองเพื่อเสพ การจำหน่ายเพื่อเสพเฉพาะบุคคล (รายย่อย) และการซื้อ-ขาย-ครอบครอง กัญชาของผู้ให้บริการกัญชาที่ได้รับอนุญาต และอาจรวมถึงการผลิตกัญชาเพื่อจำหน่ายให้กับผู้ให้บริการกัญชาที่ได้รับอนุญาต บนสมมติฐานว่าประเทศไทยอาจจะยอมให้มีการเสพ และจำหน่ายกัญชาเพื่อเสพ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะคือมีการจำกัดอายุขั้นต่ำที่ 20 ปี ที่เสพกัญชาเป็นครั้งคราวเพื่อความบันเทิง ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ส. ในฐานะหน่วยกำหนดนโยบายและมาตรการด้านยาเสพติดของประเทศจำเป็นต้องเตรียมหารูปแบบการดำเนินการที่เหมาะสมในเรื่องนี้

 

การเปลี่ยนแปลงนโยบายและยุทธศาสตร์เกี่ยวกับกัญชาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

บทเรียนของกระบวนการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อการเสพกัญชาในกรุงออตตาวา เมืองหลวงของประเทศแคนาดา สรุปได้ดังนี้ (แปลมาจาก  Short timeline about marijuana in Canada ใน The Canadian Press สืบค้นจาก http://metronews.ca/news/canada/987736/short-timeline-about-marijuana-in-canada/ และหัวข้อ การลดถอนความเป็นความผิดอาญาของกัญชาในแคนาดา (Decriminalization of Marijuana in Canada, update:05/26/03 สืบค้นจาก http://canadaonline.about.com/library/issues/blimj.htm

  • ปี 1922 (พ.ศ. 2465) นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี Emily Murphy ตีพิมพ์หนังสือชื่อ “เทียนดำ” (The Black Candle) ซึ่งบรรยายว่ากัญชาทำให้ผู้ใช้กลายเป็นฆาตกรคลั่ง (homicide maniac)
  • ปี 1923 (พ.ศ. 2466) รัฐบาลแคนาดาเพิ่มกัญชาเข้าไปในบัญชีแนบท้ายกฎหมายควบคุมฝิ่นและยาเสพติด (Opium and Narcotic Control Act)
  • ปี 1969 (พ.ศ. 2512) รัฐบาลแคนาดาตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้ยาที่มิใช่เพื่อวัตถุประสงค์การแพทย์ (Commission of Inquiry into the Non-Medical Use of Drugs) หรือที่รู้จักกันในชื่อคณะกรรมาธิการ  Le Dain ตามชื่อประธาน Gerald Le Dain
  • ปี 1972 (พ.ศ. 2515) คณะกรรมาธิการได้เสนอให้ลดทอนความเป็นความผิดอาญา (decriminalization) กรณีครอบครองกัญชาและปลูกกัญชาเพื่อเสพเอง (หมายความว่าคณะกรรมาธิการ Le Dain ใช้เวลาในการศึกษาเรื่องนี้ 3 ปี – ผู้เขียน)
  • ปี 1976 (พ.ศ. 2519) ประเทศเนเธอร์แลนด์ดำเนินการลดทอนความเป็นความผิดอาญา (decriminalization) ของกัญชาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ปี 1977 (พ.ศ. 2520) นายกรัฐมนตรี ปิแอร์ ทรูโด พูดกับนักศึกษากลุ่มหนึ่งว่า ถ้าพวกคุณมีบุหรี่ยัดไส้กัญชา 1 มวนแล้วสูบเองเพื่อความบันเทิงส่วนตัวก็ไม่น่าจะต้องมีใครมาวุ่นวาย
  • ปี 1978 (พ.ศ. 2521) รัฐนิวเม็กซิโกออกกฎหมายยอมรับคุณค่าทางการแพทย์ของกัญชาเป็นครั้งแรก
  • ปี 1996 (พ.ศ. 2539) รัฐแคลิฟอร์เนียเป็นรัฐแรกที่ให้การใช้กัญชาในทางการแพทย์ถูกกฎหมาย (legalize)
  • ปี 1997 (พ.ศ. 2540) แคนาดาเพิ่มกัญชาในบัญชีภายใต้กฎหมายยาและสารที่ถูกควบคุม (Controlled Drugs and Substances Act – CDSA) มีผลตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม
  • ปี 1999 (พ.ศ. 2542) ผู้ป่วยชาวแคนาดา 2 คน ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลกลางให้สูบกัญชาได้
  • ปี 2000 (พ.ศ. 2543) ศาลตัดสินว่าประชาชนแคนาดามีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะใช้กัญชาเป็นยารักษาโรค และปีเดียวกันนี้คณะกรรมาธิการวุฒิสภาเรื่องยาที่ผิดกฎหมาย (Senate Committee on Illegal Drugs) เปิดเผยตัวเลขชาวแคนาดาที่ถูกจับกุมข้อหาครอบครองกัญชาว่ามีมากกว่า 30,000 ราย
  • ปี 2001 (พ.ศ. 2544) มีการออกระเบียบการเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ของแคนาดา (Canadian Medical Marihuana Access Regulations) อนุญาตให้บุคคลที่ติดเชื้อ HIV/AIDS และโรคอื่นๆ เข้าถึงกัญชาได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ป่วยที่ได้รับอนุญาตแล้วสามารถปลูกกัญชาเองหรือไปรับมาจากผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาตหรือจากสาธารณสุขแคนาดา (Health Canada)
  • ปี 2012 (พ.ศ. 2555) มีการลงประชามติในรัฐโคโลราโด้และรัฐวอชิงตันให้มีกฎหมายยอมให้มีการใช้กัญชาปริมาณเล็กน้อยเพื่อความบันเทิง (legalize recreational use of small amounts of marihuana)
  • ปี 2013 (พ.ศ. 2556) มีระเบียบใหม่เปลี่ยนกฎการเข้าถึงกัญชาในทางการแพทย์ของแคนาดาเป็น การออกใบอนุญาตให้ผู้ที่ปลูกเชิงพาณิชย์เพื่อการจำหน่ายแทนการให้ปลูกในบ้าน มีคนประมาณ 37,800 คนที่ได้รับอนุญาตให้ครอบครองกัญชาภายใต้โครงการนี้ของรัฐบาลกลาง เพิ่มขึ้นจากที่มีไม่ถึง 100 คน ในปี 2001
  • ปี 2014 (พ.ศ. 2557) ผู้ป่วยและผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาตตามระเบียบฉบับเดิมต้องทำลายกัญชาและเมล็ดพันธุ์ที่มีอยู่ แต่ศาลของรัฐบาลกลางได้มีคำสั่งชั่วคราวอนุญาตให้ใช้กัญชาที่ปลูกเองในบ้านเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ต่อไปได้จนกว่าจะมีเจ้าหน้าที่นำระเบียบใหม่ไปใช้บังคับ
แคนาดาออนไลน์ให้เหตุผลในการเรียกร้องให้รัฐบาลแคนาดายกเลิกการจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติดผิดกฎหมายว่าการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ได้เท่าเทียมกันทั่วประเทศ และผู้ต้องโทษในความผิดฐานครอบครองกัญชาส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกจำคุกแต่ต้องมีประวัติอาชญากรรมติดตัวไป

เพื่อปรับตัวให้เข้ากับยุค millennium รัฐสภาแคนาดาได้ตั้งคณะกรรมาธิการ 2 คณะเพื่อตรวจสอบนโยบายและกฎหมายยาเสพติดของแคนาดาและได้ข้อสรุปดังนี้

  1. คณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภาว่าด้วยเรื่องยาที่ผิดกฎหมายได้ทบทวนนโยบายยาเสพติดของแคนาดาและกฎหมายในขณะนั้นแล้วออกรายงานเมื่อเดือนกันยายน 2002 ว่า กัญชาไม่ใช่ gateway drug หรือยาตัวแรกที่นำไปสู่การใช้ยาอื่นๆ และควรจัดให้กัญชาอยู่ในสถานะเดียวกับยาสูบหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากกว่าให้เป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย
  2. คณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร (House of Commons) ว่าด้วยการใช้ยาเสพติดที่มิใช่เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ได้ศึกษายุทธศาสตร์ด้านยาเสพติดโดยรวมของแคนาดาและออกรายงานในเดือนธันวาคม 2002 ว่า ถึงแม้ว่ากัญชาจะไม่ดีต่อสุขภาพแต่โทษทางอาญาสำหรับความผิดฐานครอบครองและใช้กัญชาปริมาณเล็กน้อยมีโทษรุนแรงไม่เหมาะสมกับความผิด และเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหายุทธศาสตร์ในการลดทอนความเป็นความผิดอาญา (decriminalization) สำหรับการครอบครองและปลูกกัญชาปริมาณไม่เกิน 30 กรัม (ประมาณ 1 ออนซ์) เพื่อใช้เอง
เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ความเห็นเช่นนี้ต้องมีทั้งผู้สนับสนุน และเสียงคัดค้าน
ฝ่ายสนับสนุนก็มีทั้งที่ต้องการให้กัญชาถูกกฎหมาย (legalize) ไปเลย เช่น กลุ่ม Marijuana Party of Canada ที่เสนอว่ามีทางเลือกเดียวคือการครอบครองและการใช้กัญชาต้องเป็นเรื่องถูกกฎหมายเต็มที่ (full legalization) เท่านั้น ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในแคนาดา แต่มีความเห็นสนับสนุนที่น่าจะเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากกว่าคือ การลดทอนความเป็นความผิดอาญาของกัญชา (decriminalization of marijuana) โดยยกเหตุผลต่างๆ รวมทั้งประเด็นดังต่อไปนี้
  • บทลงโทษในปัจจุบันแรงเกินไป
  • ทรัพยากรส่วนใหญ่เน้นไปในด้านการปราบปรามทั้งๆ ที่สามารถนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้มากกว่าในด้านสาธารณสุขและให้การศึกษาเรื่องการใช้และการเสพติดกัญชา สมาคมแพทย์แคนาดาได้ตอบสนองต่อรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยการใช้ยาเสพติดที่มิใช่เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ว่า การลดทอนความเป็นความผิดอาญาสำหรับการครอบครองกัญชาในปริมาณเล็กน้อยเพื่อใช้เองควรจะ “ผูกอยู่กับยุทธศาสตร์ด้านยาเสพติดของชาติที่ส่งเสริมความตระหนักและการป้องกันและการจัดบริการบำบัดรักษาที่ครอบคลุมครบถ้วน”
  • ผู้ที่ต้องคำพิพากษาในความผิดฐานครอบครองกัญชาส่วนใหญ่ไม่ต้องรับโทษจำคุก แต่มีประวัติอาชญากรติดตัว ทำให้หางานทำได้ยากและมีปัญหาในการเดินทางไปต่างประเทศ

ฝ่ายที่คัดค้านอ้างเหตุผลดังนี้

  • การใช้ยาจะเพิ่มขึ้นหากมีการเปลี่ยนให้ยาเสพติดผิดกฎหมายกลับมาถูกกฎหมาย
  • กัญชาเป็นยาเสพติดที่นำไปสู่การใช้ยาที่มีฤทธิ์เสพติดรุนแรงขึ้น (gateway to harder drugs)
  • การลดทอนความเป็นความผิดอาญาของกัญชาเป็นการส่งข่าวสารที่ขัดแย้ง (conflicting message) ไปยังเยาวชน
  • เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐอเมริกาแสดงความเป็นห่วงว่า หากแคนาดาผ่อนปรนกฎหมายเรื่องกัญชาจะมีความเป็นไปได้ที่กัญชาจะข้ามพรมแดนทางใต้ของแคนาดาเข้าสู่อเมริกามากขึ้นทำให้การรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดนทำได้ยากขึ้น
  • เมื่อเดือนกรกฎาคม 2002 John Walter ผู้อำนวยการฝ่ายกำหนดนโยบายยาเสพติดของสหรัฐอเมริกาได้กล่าวในที่ประชุมของ College on Problems of  Drug Dependence ที่เมือง ควีเบ็ค ของแคนาดาว่า กัญชาเป็นยาเสพติดที่มีการใช้มากที่สุดในสหรัฐอเมริกาและอัตราการเสพติดสูงขึ้นในหลายๆ ปีที่ผ่านมา

ถึงแม้ว่าข้อมูลข้างต้นจะเป็นเรื่องที่พูดกันในแคนาดามาตั้งสิบกว่าปีแล้ว แต่หลายๆ ประเด็นก็ยังเป็นเรื่องที่พูดกันอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม The Guardian ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2014 คือปี พ.ศ. 2557 ได้ตีพิมพ์บทความของ Sarah Boseley บรรณธิการด้านสุขภาพ สรุปได้ว่าการทำให้กัญชาถูกกฎหมายถึงจะก้าวหน้าช้า แต่เป็นเรื่องที่หยุดไม่ได้แล้วในโลกตะวันตกซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าเป็นผลมาจากที่มีสองมลรัฐในสหรัฐอเมริกาคือ โคโลราโดและวอชิงตัน ยกเลิกการห้ามเสพกัญชา นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่หลายเมืองใหญ่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เช่น กรุงอัมสเตอร์ดัม กรุงเฮก เมืองมาสตริทช์ ซึ่งมีชื่อมานานเรื่องการมีร้านกาแฟ (coffee shop) ที่ได้รับอนุญาตให้ขายกัญชา หรือในเวทีประชุมของนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญหลายครั้งที่มีการพูดถึงการยกเลิกการห้ามเสพกัญชาและพูดถึงอนุสัญญาของ
องค์การสหประชาชาติอย่างท้าทาย อนุสัญญาซึ่งครั้งหนึ่งมีสหรัฐอเมริกาคอยทำหน้าที่เป็นตำรวจโลกตรวจตราการปฏิบัติของประเทศสมาชิกให้สอดคล้องกับข้อกำหนดในอนุสัญญา แต่ปัจจุบันหลายประเทศที่เห็นชัดคือเนเธอร์แลนด์และสเปนได้มองข้ามกฎระเบียบตามสัญญาดังกล่าวแล้ว แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา อย่างน้อยที่สุดก็มีสองรัฐ แล้วที่ไม่ปฏิบัติตามอนุสัญญาฉบับนี้ และคงจะมีทยอยตามมาอีกหลายรัฐ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสหรัฐอเมริกามีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายยาเสพติดของประเทศส่วนใหญ่ในโลก เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับยาเสพติด หลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทยก็มีการประกาศสงครามกับยาเสพติดบ้าง โดยมีรายละเอียดวิธีปฏิบัติแตกต่างกันไป แต่ไม่มีใครอยู่ในภาวะสงครามได้ตลอดไป ยิ่งมีสงครามนานเท่าไหร่ ความเสียหายก็ยิ่งพอกพูนขึ้น การประกาศสงครามกับยาเสพติดของสหรัฐอเมริกาเป็นการประกาศเชิงนโยบายและมีเป้าหมายที่ผู้ค้าเท่านั้น

ในส่วนของผู้เสพ ผู้ติดในอเมริกามีระบบประกันสุขภาพ ประกันสังคม สวัสดิการสังคม องค์กรการกุศล เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบงานด้านบำบัดรักษา ดูแลทั้งด้านสุขภาพ และสังคม เมื่อมี 2 รัฐที่ออกนโยบายและกฎหมายเฉพาะของมลรัฐตามเสียงประชามติของประชาชนโดยไม่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลกลาง นอกจากสองรัฐนี้แล้ว ยังมีรัฐอื่นๆ ที่ได้มีการทำประชามติไปบ้างแล้ว

ตัวอย่างจากสองรัฐนี้ทำให้กลุ่มที่เรียกร้องให้ยอมผ่อนปรนในเรื่องกัญชามีกำลังใจและมีเหตุผลในการเรียกร้องให้รัฐของตนยอมตามบ้าง สถานการณ์ในปัจจุบันส่อเข้าว่าอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาต่อนโยบายยาเสพติดและบทบาทในฐานะผู้คุ้มกฎของอนุสัญญาแห่งสหปประชาชาติเรื่องยาและสารเสพติดกำลังถูกท้าทายทั้งจากภายในประเทศและจากภายนอกประเทศ

ในขณะที่หลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทยที่ประกาศนโยบายสงครามกับยาเสพติดกำลังมีเสียงเรียกร้องจากภายในประเทศให้ทบทวนนโยบายดังกล่าว เหตุผลส่วนใหญ่ที่มีการยกขึ้นมาคือเรื่องความสูญเปล่า เป็นช่องทางให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบ ส่งเสริมการใช้ความรุนแรง เป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย เป็นต้น

ประเทศอังกฤษซึ่งพยายามตีคู่มากับสหรัฐอเมริกาในฐานะผู้นำทางความคิดในโลกปัจจุบันได้ระดมความเห็นจากบรรดาสุดยอดหัวกระทิระดับโลก เช่น นักเศรษฐศาสตร์ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลถึง 5 คน นายจอร์จ ชุลต์ส อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของอเมริกา นายนิค เคล็ก รองนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เป็นต้น เกี่ยวกับเรื่องความคุ้มค่าของสงครามยาเสพติด สรุปได้ว่ายุทธศาสตร์สงครามกับยาเสพติดนี้สร้างผลลัพธ์ทางลบและผลพวงที่เป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง (enormous negative outcomes and collateral damage) ซึ่งรวมถึงการกักขังควบคุมตัวคนจำนวนมากในสหรัฐอเมริกา (เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาพูดถึงเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศอื่น- ผู้เขียน) และนโยบายปราบปรามรุนแรงในเอเชีย การคอรัปชั่นอย่างกว้างขวางและการทำลายเสถียรภาพทางการเมืองในอัฟกานิสถานและอัฟริกาตะวันตก ตลอดจนเหตุการณ์ความรุนแรงใหญ่โตในอเมริกาใต้

การแพร่ระบาดของเชื้อเอช ไอ วี ในรัสเซีย ความขาดแคลนยาแก้ปวดทั่วโลกอย่างรุนแรง และการโหมกระพือเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบทั่วโลก ความเห็นเชิงวิชาการจาก London School of Economics ยังเสนอต่อไปอีกว่า ยุทธ์ศาสตร์สงครามกับยาเสพติดล้มเหลวตามหลักการของมันเอง เพราะมีหลักฐานแสดงว่าราคายาเสพติดลดลงในขณะที่ความบริสุทธิ์ของยาเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการปราบปรามทั่วโลกสูงขึ้นอย่างมากมาย จึงไม่มีคำอธิบายว่าทำไมถึงจะยังคงต้องจ่ายเงินมากมายไปกับนโยบายลงโทษโดยใช้การปราบปรามเป็นตัวนำแทนที่จะนำมาใช้เพื่อนโยบายด้านสาธารณสุขที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว

องค์การสหประชาชาติได้ใช้เวลามากเกินไปแล้วในการพยายามบังคับใช้วิธีการปราบปรามแบบเสื้อโหล ถึงเวลาแล้วที่องค์การสหประชาชาติจะต้องแสดงความเป็นผู้นำในการสนับสนุนกรอบการทำงานสากลแบบใหม่บนพื้นฐานของการยอมรับในเบื้องต้นว่านโยบายที่แตกต่างกันใช้ได้กับภูมิภาคและประเทศที่ต่างกัน ยุทธศาสตร์ยาเสพติดใหม่ของโลกควรตั้งอยู่บนหลักการของสาธารณสุข (public health) การลดอันตรายจากการใช้ยา (harm reduction) การลดผลกระทบจากตลาดผผิดกฎหมาย (illicit market impact reduction) ขยายช่องทางการเข้าถึงยาจำเป็น ลดการใช้ยาที่สร้างปัญหา (minimization of problematic consumption) เฝ้าระวังการทดลองใช้ยาอย่างเข้มงวดภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด และยึดพันธะตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างแน่วแน่

Matthew Feeney นำเสนอความเห็นจาก London School of Economics นี้ทาง http://reason.com/blog เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 นี้เอง แต่จากการทำงานในหน่วยงานด้านยาเสพติดของประเทศไทย และได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมและศึกษาดูงานในหลายๆ ประเทศทั้งในเอเชียและภูมิภาคอื่น ผู้เขียนมีความเห็นว่า องค์กรด้านยาเสพติดของสหประชาชาติ คือ United Nations Office on Drugs and Crime – UNODC มองเห็นความเสียหายที่เกิดจากนโยบายประกาศสงครามกับยาเสพติดของประเทศต่างๆ เหมือนกัน แต่ไม่ยอมรับออกมาดังๆ อาจจะด้วยความเกรงใจสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้เริ่มการประกาศสงครามกับยาเสพติด ที่ในตอนแรกองค์การสหประชาชาติได้แสดงความชื่นชมอย่างเด่นชัดและส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ นำไปเป็นแบบอย่าง

แต่ด้วยสถานะขององค์การแห่งสันติภาพ สหประชาชาติจึงเพียงแต่พูดถึงยุทธศาตร์ประกาศสงครามกับยาเสพติดในแง่ของเจตนารมณ์ทางการเมือง (political will) และสนับสนุนทางอ้อมโดยการกำหนดคำขวัญเนื่องในโอกาสวันต่อต้านยาเสพติดสากลรณรงค์ให้ทุกประเทศกวาดล้างยาเสพติด เช่น Turn On Lights, Turn Off Drugs, หรือ Our Schools, Communities, Workplaces – There’s No Place For Drugs เป็นต้น นอกจากนี้ยังสนับสนุนข้อมติของผูนำอาเซียนที่จะทำให้ภูมิภาคนี้เป็นเขตปลอดยาเสพติด หรือการสนับสนุนแนวคิด zero tolerance คือไม่ยอมให้มียาเสพติดอยู่เลย แต่ UNODC ไม่เคยพูดให้ชัดลงไปอย่างเป็นทางการถึงการใช้มาตรการปราบปรามว่าต้องทำอย่างไร แต่ไปเน้นมาตรการสนับสนุนต่างๆ เช่น ด้านการข่าว ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ปราบปราม หรือการตรวจพิสูจน์ยาเสพติด เป็นต้น

ในด้านการบำบัดรักษายาเสพติด เดิม UNODC ก็ส่งเสริมการพัฒนารูปแบบและการให้บริการบำบัดฟื้นฟูเพื่อให้ผู้ที่ใช้ยาเสพติดเลิกใช้ยา เพิ่งในระยะประมาณ 5 – 6 ปีหลังนี้ที่ UNODC พูดถึงสิทธิของผู้ป่วยที่จะตัดสินใจเข้ารับการบำบัดโดยเน้นระบบสมัครใจ เรียกร้องให้รัฐบาลของชาติต่างๆ ปิดสถานบำบัดฟื้นที่ที่มีการควบคุมตัว ให้มองว่าการติดยาเสพติดเป็นโรคอย่างหนึ่ง และผู้ใช้ยาเสพติดเป็นผู้ป่วย ไม่ใช่อาชญากร ที่สำคัญที่สุดคืกการหันมาส่งเสริมการใช้มาตรการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด (harm reduction) เพื่อลดอัตราการติดเชื้อ เอช ไอ วี และโรคอื่นๆ ที่ติดต่อผ่านทางโลหิต โดยเฉพาะการสนับสนุนชุดบริการ 10 อย่างซึ่งรวมถึงการให้บริการเข็มและอุปกรณ์การฉีดยาที่สะอาด ซึ่งหมายถึงการยอมรับให้มีการใช้ยาเสพติด เป็นการเปลี่ยนแนวคิดจาก zero tolerance มาเป็น harm reduction แต่ UNODC ไม่เคยหยิบเรื่องการแก้ไขกฎหมายของประเทศต่างๆ ให้เอื้อต่อการกำหนดยุทธศาสตร์เช่นนี้ เมื่อยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายแต่พยายามผลักดันให้มีการนำแนวทางใหม่ๆ ที่ไม่มีกฎหมายรองรับ หรืออาจจะถึงขั้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ในประเทศมาใช้เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้เจ้าพนักงานใช้ดุลยพินิจในการทำงานจึงเป็นความเสี่ยงให้เกิดการประพฤติมิชอบ การเลือกปฏิบัติ หรือการบังคับกฎหมายโดยไม่เท่าเทียมกันทั่วประเทศ

จากข้อมูลของ เมื่อเดือนมิถุนายน 2557 Transform Drugs Policy Foundation ได้เผยแพร่บทความเรื่อง Drug decriminalization in Portugal: setting the record straight เขียนโดย George Murkin ระบุว่ามีประมาณ 25 ประเทศทั่วโลกที่ยกเลิกการลงโทษทางอาญากับการครอบครองยาเสพติดบางประเภทหรือทุกประเภทเพื่อใช้เสพเอง

ประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายและวิธีดำเนินการต่อปัญหายาเสพติดที่ทำให้เกิดกระแสการทบทวนแนวคิด โดยนักวิชาการ นักการเมือง และฝ่ายบริหารในประเทศอื่นๆ มากที่สุด รองลงมาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ คือประเทศโปรตุเกสซึ่งได้ยกเลิกความผิดอาญาของการครอบครองยาเสพติดทุกประเภทเพื่อการเสพเองตั้งแต่ปี 2001 (พ.ศ. 2544) และเนื่องจากศูนย์เฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของยุโรป (European Monitoring Centre for Drugs and Drug Addiction) ตั้งอยู่ที่นครลิสบอน เมืองหลวงของประเทศโปรตุเกส จึงได้มีการติดตามความเปลี่ยนแปลงของปัญหายาเสพติดหลังจากมีมาตรการดังกล่าว จึงมีหลักฐานเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าการยกเลิกการลงโทษทางอาญากับการครอบครองยาเสพติดไม่ทำให้ปัญหายาเสพติดเพิ่มขึ้นอย่างที่กลัวกัน ตรงกันข้ามกลับพบว่าโปรตุเกสมีระดับการใช้ยาเสพติดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของยุโรป การใช้ยาเสพติดในกลุ่มเยาวชน (อายุ 15 – 24 ปี) ลดลง ซึ่งวัยนี้เป็นประชากรกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเริ่มใช้ยาเสพติด อัตราการใช้ยาเสพติดในรอบปีที่ผ่านมาและเดือนที่ผ่านมาในกลุ่มประชากรทั่วไปลดลง แต่อัตราการเคยใช้ยาเสพติดตลอดชีวิตสูงขึ้นเล็กน้อยซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของประเทศใกล้เคียง ในขณะที่อัตราการยังคงใช้ยาลดลง ผลกระทบจากการยกเลิกการเป็นความผิดอาญาของการครอบครองยาเสพติดเพื่อเสพของประเทศโปรตุเกสในด้านต่างๆ สรุปได้ดังนี้

ด้านสาธารณสุข
ถึงแม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีดในโปรตุเกสจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของยุโรปมาก แต่ก็ได้ลดลงอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาคือลดลงจาก 1,016 รายในปี 2001 มาเป็น 56 รายในปี 2012 และจำนวนผู้ป่วยเอดส์ลดลงจาก 568 รายเป็น 38 ราย เช่นเดียวกันกับกรณีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด C และ B ของผู้ป่วยในสถานบำบัดยาเสพติดที่พบว่ามีจำนวนลดลงทั้งๆ ที่มีจำนวนผู้เข้ารับการบำบัดมากขึ้น การใช้นโยบายยกเลิกการเป็นความผิดอาญากรณีครอบครองยาเสพติดปริมาณเล็กน้อยเพื่อใช้เสพเองนี้ ต้องใช้ควบคู่ไปกับการให้การศึกษาและเพิ่มบริการด้านสาธารณสุขจึงได้ผลดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศโปรตุเกส

ด้านการตาย
ถึงแม้ว่าจะมีรายงานว่าการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากยาเสพติดในโปรตุเกสมีจำนวนคงที่หรือเพิ่มมากขึ้น แต่ความจริงแล้วเป็นการรายงานจำนวนที่พบร่องรอยของยาเสพติดในร่างกายของผู้ตายไม่ใช่จำนวนผู้ตายอันเป็นผลมาจากการใช้ยาเสพติด และเป็นข้อมูลจากการตรวจทางพิษวิทยาภายหลังการเสียชีวิต แต่การตรวจวินิจฉัยทางคลินิคโดยแพทย์แสดงว่าการเสียชีวิตเนื่องมาจากการใช้ยาลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากประมาณ 80 รายในปี 2001 เหลือเพียง 16 รายในปี 2012

ด้านการฆาตกรรม
มีการกล่าวอ้างกันหลายครั้งว่านโยบายยกเลิกการเป็นความผิดอาญาของโปรตุเกสทำให้การฆาตกรรมที่ข้องกับยาเสพติดระหว่างปี 2001 ถึง 2006 เพิ่มขึ้น 40% แต่การอ้างดังกล่าวเกิดจากการตีความข้อมูลผิด เพราะอัตราที่เพิ่มขึ้น 40% จาก 105 คดี เป็น 148 คดี เป็นการเพิ่มของคดีฆาตกรรมทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะไม่ได้มีการเก็บตัวเลขเฉพาะคดีดังกล่าว การกล่าวอ้างในเรื่องนี้มีที่มาจากรายงานสถานการณ์ยาเสพติดทั่วโลกประจำปี 2009 ของ UNODC ซึ่งคาดเดาว่าจำนวนคดีฆาตกรรมที่เพิ่มขึ้น “อาจเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด” แต่ก็ไม่เคยมีใครชี้ชัดลงไปว่านโยบายยกเลิกการเป็นความผิดอาญาเป็นเหตุให้เกิดการฆาตกรรมเหล่านี้

ด้านอาชญากรรม
การจัดประเภทให้การครอบครองยาเสพติดปริมาณเล็กน้อยให้เป็นความผิดทางการปกครอง (administrative offence) แทนความผิดอาญา (criminal offence) ทำให้จำนวนผู้ถูกจับกุมและดำเนินคดีอาญาในความผิดยาเสพติดนับตั้งแต่นโยบายใหม่นี้มีผลบังคับลดลงจากมากกว่า 14,000 รายในปี 2000 เหลือประมาณ 5,500 – 6,000 คดีต่อปี และสัดส่วนของผู้ต้องขังในเรือนจำในคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด (หมายถึงผู้ที่กระทำความผิดในขณะที่อยู่ภายใต้ฤทธิ์ยา และ/หรือเพื่อให้สามารถหายามาเสพ) ในโปรตุเกสลดลงจาก 44% ในปี 1999 เหลือต่ำกว่า 21% เล็กน้อยในปี 2012

ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงในโปรตุเกสเป็นปัจจัยที่บ่อนทำลายการพัฒนาด้านสังคมและสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่มีให้เห็นได้ตั้งแต่ปี 2001 การกีดกันทางเศรษฐกิจและสังคมที่ผูกไปกับระดับของอันตรายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและการพึ่งยาและการตัดลดการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้น การลดงบประมาณด้านสาธารณสุชและสวัสดิการทำให้เกิดความกลัวว่าประเทศโปรตุเกสอาจเผชิญกับการติดเชื้อ HIV เพิ่มสูงขึ้นครั้งใหญ่เหมือนเช่นที่เกิดในประเทศกรีซเมื่อรัฐบาลลดค่าใช้จ่ายในภาครัฐโดยปิดสถานบำบัดยาเสพติดและโครงการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด จึงเป็นความท้าทายสำหรับรัฐบาลโปรตุเกสในการที่จะต้องพยายามไม่ให้ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้นโยบายยกเลิกการเป็นความผิดอาญาสำหรับการครอบครองยาเสพติดเพื่อเสพต้องสูญเสียไป

สรุป

  1.    จะเห็นได้ว่าหลายๆ ประเด็นที่ได้นำเสนอมานี้มิได้แตกต่างจากสถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทยมากนัก     ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาในการดำเนินงานของกลไกในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ปัญหาอาชญากรรม สังคม และสาธารณสุขที่เกี่ยวเนื่องหรือเกิดจากผู้ใช้ยาเสพติด ไม่นับรวมปัญหาทุจริตคอรัปชั่น และปัญหาความมั่นคงภายในและตามชายแดน ผู้เขียนจึงขอเสนอมุมมองในการดำเนินการต่อผู้ใช้ยาเสพติดเพื่อเป็นทางเลือกในการกำหนดนโยบายและ กลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศไทย ดังต่อไปนี้การประกาศสงครามกับยาเสพติด ยังคงทำได้ แต่ควรต้องมีการระบุให้ขัดว่า คู่สงครามคือฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ กับ ผู้ผลิต ผู้ค้ารายใหญ่ และนายทุน และอาจรวมถึงพฤติการณ์อื่นที่ถือว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศหรือความสงบสุขชองสังคม เช่น เป็นลักษณะขององค์กรอาชญากรรม อาชญากรรมข้ามชาติ เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย การค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ หรือมีการหลอกล่อให้เด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้าและการเสพติดยาเสพติด การกระทำเหล่านี้เป็นอาชญากรรม มีโทษอาญา และใช้มาตรการทางภาษีและการยึดทรัพย์สินควบคู่กันไปด้วย และถือเป็นความผิดที่ไม่สมควรได้รับการพิจารณาลดโทษ พักการลงโทษ อภัยโทษ ทุกกรณี
  2.     การใช้และผู้ใช้ยาเสพติดควรถือเป็นปัญหาด้านสุขภาพ และมอบให้ฝ่ายสาธารณสุขรับผิดชอบ ซึ่งจะลดปัญหาระหว่างผู้ใช้ยาที่มิได้กระทำความผิดอื่น กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามได้ กรณีที่ผู้ใช้ยากระทำความผิดอื่นด้วย ให้ดำเนินการบำบัดฟื้นฟูภายใต้การควบคุมตัวก่อนแล้วจึงดำเนินการตามกระบวนการทางอาญา โดยไม่ควรนำผลการบำบัดมาใช้ประกอบการพิจารณากำหนดโทษด้วยเพื่อแยกการบำบัดออกการกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การบังคับเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู ไม่ว่าจะเป็นการบังคับโดย พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพฯ พ.ศ. 2545 หรือโดยคำสั่งศาล ให้ใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพของการบำบัดรักษาทางการแพทย์ หากผู้ใช้ยายังคงไม่ร่วมมือในการบำบัด ให้ถือว่าเป็นการไม่ยอมรับหรือสละสิทธิความเป็นผู้ป่วย หากประเทศไทยยังมิได้แก้ไขกฎหมายยกเลิกความผิดฐานเสพยาเสพติด หรือครอบครองเพื่อเสพหรือหากกระทำความผิดอื่นด้วยต้องเข้าสู่กระบวนการทางอาญาทันที แต่กระบวนการทางอาญานี้มิได้หมายความว่าต้องดำเนินคดีเพื่อไปสู่การพิจารณาของศาลทุกกรณี อาจมีการตกลงเชิงนโยบายเป็นแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่า กรณีใดบ้างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยุติเรื่องได้ด้วยการว่ากล่าวตักเตือนหรือเปรียบเทียบปรับโดยไม่ต้องดำเนินคดีต่อไปจนถึงพนักงานอัยการ แบบเดียวกับที่หลายประเทศนำมาใช้เพื่อลดปริมาณคดีในชั้นอัยการ ศาล และการลงโทษจำคุกโดยไม่จำเป็นต้องรอการแก้ไขกฎหมายซึ่งต้องใช้เวลานาน โดยให้มีรวบรวมข้อพิสูจน์และประเมินข้อดี ข้อเสีย ตลอดจนผลกระทบทุกๆ ด้านจากการปรับนโยบายและกลยุทธ์นี้เพื่อประกอบการดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
  3.    เพื่อประโยชน์ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ควรแยกประเภทของยาเสพติดออกเป็นยาที่เป็นปัญหาในด้านการผลิต การค้า และอาชญากรรมระหว่างประเทศที่ควรต้องใช้มาตรการปราบปรามเป็นตัวนำในการดำเนินการต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง และยาที่เป็นปัญหาแพร่ระบาดภายในประเทศซึ่งในการดำเนินการต้องแยกเป็นมาตรการต่อผู้ที่อยู่ในกระบวนการค้า (ด้านอุปทาน) และผู้ใช้ยา (ด้านอุปสงค์) ไม่จำเป็นต้องปฎิบัติต่อยาเสพติดทุกตัวแบบเดียวกัน แต่ควรคำนึงถึงผลที่เกิดจากการใช้ยาเสพติดแต่ละตัวว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อตัวผู้ใช้ บุคคลอื่น และสังคมโดยรวม เพราะยาเสพติดอยู่คู่กับมนุษย์มาช้านาน และการเสพติดเป็นกลไกที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนตามธรรมชาติอยู่แล้ว มนุษย์มีความสามารถแสวงหาสิ่งเสพติดใหม่ๆ มาได้เสมอ จึงน่าจะพิจารณาผ่อนปรนยอมให้มีการใช้ติดยาที่รู้จักดีอยู่แล้ว ที่มิได้มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยารุนแรงมาก และสามารถควบคุมหรือแก้ปัญหาที่เกิดจากการใช้ยาตัวนั้นได้ ดีกว่าที่จะห้ามหรือควบคุมการใช้ยาทุกตัวที่เป็นที่รู้จักอย่างเด็ดขาด ทำให้บางคนไปค้นคว้าหายาตัวใหม่ๆ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก กฎหมายยังควบคุมไปไม่ถึง ยังไม่เข้าใจกลไกการทำงานหรือการออกฤทธิ์ของยาชัดเจน ทำให้ไม่สามารถรักษาหรือแก้ไขผลที่ไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการใช้ยาตัวใหม่ๆ นั้นได้ ซึ่งผู้เขียนขอเสนอให้พิจารณาผ่อนผันให้มีการใช้กัญชาเพื่อความบันเทิงเป็นครั้งคราวได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการควบคุม ซึ่งสามารถทำได้โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้ครอบครองหรือผู้เสพกัญชา เช่น จำกัดอายุขั้นต่ำที่ 20 ปี เท่าอายุเกณฑ์ทหาร จำกัดสถานที่เสพ เช่น ห้ามเสพในที่สาธารณะหรือในยานพาหนะทั้งส่วนบุคคลและสาธารณะ ห้ามชักชวนหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นเสพ ห้ามเสพโดยมีผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 15 ปี) อยู่ด้วย ควบคุมการจำหน่ายจ่ายแจกกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยการจำหน่ายหรือการผลิตกัญชาเพื่อจำหน่ายยังคงเป็นความผิดอาญา เป็นต้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *